เจาะลึกการตีราคาสินค้าคงเหลือ: FIFO LIFO และต้นทุนถัวเฉลี่ย สำหรับ SME ไทย

สต็อกสินค้า2026-06-25·Grid Doc·อ่าน 2 นาที

ทำไมการตีราคาสินค้าคงเหลือถึงสำคัญ?

การตีราคาสินค้าคงเหลือ (Inventory Valuation) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และภาษีเงินได้ของธุรกิจ SME ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาสินค้าในตลาดมีความผันผวน การเลือกวิธีการตีราคาที่แตกต่างกันจะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือและต้นทุนขายแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมทางการเงินของกิจการ ตัวอย่างเช่น หากราคาสินค้าเพิ่มขึ้น การใช้วิธี FIFO จะทำให้ต้นทุนขายต่ำกว่าวิธี LIFO ส่งผลให้กำไรสูงขึ้นและเสียภาษีมากขึ้น ในทางกลับกัน การใช้วิธี LIFO จะทำให้ต้นทุนขายสูงขึ้น กำไรลดลง และเสียภาษีน้อยลง ดังนั้น SME ต้องเข้าใจถึงผลกระทบเหล่านี้เพื่อวางแผนทางภาษีและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คลังสินค้าที่มีการจัดเรียงสินค้าตามหลักการ FIFO

วิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือที่ควรรู้

ตามมาตรฐานการบัญชีและการรายงานทางการเงินของไทย มีวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่นิยมใช้ 4 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีหลักการและผลต่อการคำนวณที่แตกต่างกัน ดังนี้

FIFO (First-In, First-Out)

วิธี FIFO ถือว่าสินค้าที่ซื้อหรือผลิตมาก่อนจะถูกขายออกไปก่อน ดังนั้นสินค้าคงเหลือที่เหลืออยู่จะเป็นสินค้าที่ซื้อหรือผลิตทีหลัง วิธีนี้ทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน แต่ในกรณีที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ต้นทุนขายตาม FIFO จะต่ำ ส่งผลให้กำไรสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกที่ขายสินค้าแฟชั่นมักใช้ FIFO เพราะสินค้ารุ่นเก่าต้องขายออกก่อนรุ่นใหม่

LIFO (Last-In, First-Out)

วิธี LIFO ถือว่าสินค้าที่ซื้อหรือผลิตทีหลังจะถูกขายออกไปก่อน ทำให้สินค้าคงเหลือเป็นสินค้ารุ่นเก่า ข้อดีคือในสภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนขายจะสูงขึ้น ทำให้กำไรลดลงและเสียภาษีน้อยลง อย่างไรก็ตาม วิธี LIFO อาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าคงเหลือ เนื่องจากมูลค่าคงเหลือต่ำกว่าราคาตลาด ปัจจุบันวิธี LIFO ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทยเนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลัก FIFO ในทางปฏิบัติจริงและอาจถูกจำกัดตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS)

ต้นทุนถัวเฉลี่ย (Average Cost)

วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยคำนวณโดยนำราคาทุนของสินค้าทั้งหมดในคลังมาถัวเฉลี่ยต่อหน่วย ทำให้ต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ผันผวนตามราคาที่เปลี่ยนแปลง วิธีนี้ช่วยลดความผันผวนของกำไรในแต่ละงวด และเหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าคล้ายคลึงกัน เช่น ร้านขายของชำหรือธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

วิธีเฉพาะเจาะจง (Specific Identification)

วิธีนี้ใช้สำหรับสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น รถยนต์มือสอง เครื่องจักร หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยจะระบุราคาทุนของสินค้าแต่ละชิ้นโดยตรง วิธีนี้ให้ความแม่นยำสูง แต่ต้องมีระบบติดตามสินค้าที่ละเอียดเพียงพอ

การคำนวณต้นทุนสินค้าตามวิธีต่างๆ ส่งผลต่อกำไรและภาษี

เปรียบเทียบผลกระทบของแต่ละวิธีต่อกำไรและภาษี

สมมติให้ธุรกิจ SME ซื้อสินค้าเข้ามา 3 ครั้งในปี 2567 ดังนี้

  • ครั้งที่ 1: 100 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท
  • ครั้งที่ 2: 100 หน่วย ราคาหน่วยละ 12 บาท
  • ครั้งที่ 3: 100 หน่วย ราคาหน่วยละ 15 บาท

หากขายสินค้าไป 150 หน่วย ราคาขายหน่วยละ 20 บาท จะคำนวณต้นทุนขายและกำไรตามวิธีต่างๆ ได้ดังนี้

  • FIFO: ต้นทุนขาย = (100 หน่วย × 10 บาท) + (50 หน่วย × 12 บาท) = 1,000 + 600 = 1,600 บาท กำไร = (150 × 20) - 1,600 = 1,400 บาท
  • LIFO: ต้นทุนขาย = (100 หน่วย × 15 บาท) + (50 หน่วย × 12 บาท) = 1,500 + 600 = 2,100 บาท กำไร = 3,000 - 2,100 = 900 บาท
  • ถัวเฉลี่ย: ราคาถัวเฉลี่ยต่อหน่วย = (100×10 + 100×12 + 100×15) / 300 = 37/3 ≈ 12.33 บาท ต้นทุนขาย = 150 × 12.33 = 1,850 บาท กำไร = 3,000 - 1,850 = 1,150 บาท

จะเห็นว่า FIFO ให้กำไรสูงสุด ทำให้เสียภาษีเงินได้มากกว่า LIFO ซึ่งให้กำไรต่ำสุด ส่วนวิธีถัวเฉลี่ยให้ผลอยู่กึ่งกลาง

การเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะสมกับธุรกิจ SME

การเลือกวิธีตีราคาควรพิจารณาจากลักษณะสินค้าและกลยุทธ์ทางภาษีของธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจสินค้าที่มีอายุสั้น (อาหาร, สินค้าสด)

ควรใช้ FIFO เพื่อให้สินค้าหมุนเวียนตามอายุและลดของเสีย เนื่องจากสินค้าเข้ามาก่อนต้องขายออกก่อน มูลค่าสินค้าคงเหลือจะใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน

ธุรกิจสินค้าราคาแพง (เครื่องจักร, อสังหาริมทรัพย์)

ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง (Specific Identification) เพื่อความแม่นยำในการคำนวณต้นทุนของแต่ละรายการ

ธุรกิจที่มีราคาสินค้าผันผวน (น้ำมัน, วัตถุดิบ)

วิธีถัวเฉลี่ยจะช่วยลดความผันผวนของกำไรและภาษีในแต่ละงวด ในขณะที่ LIFO อาจช่วยลดภาษีในภาวะเงินเฟ้อ แต่อย่างไรก็ตาม วิธี LIFO ไม่เป็นที่ยอมรับในมาตรฐานบัญชีไทยและอาจทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือต่ำเกินไป

ข้อควรระวังในการเปลี่ยนวิธีการตีราคา

หาก SME ต้องการเปลี่ยนวิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือ ต้องแจ้งให้กรมสรรพากรทราบและอาจต้องยื่นขออนุมัติ เนื่องจากวิธีการตีราคาต้องมีความสม่ำเสมอ (Consistency) เพื่อให้งบการเงินเปรียบเทียบกันได้ การเปลี่ยนวิธีอาจส่งผลกระทบต่อย้อนหลังและต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ดังนั้นควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนดำเนินการ

เทคโนโลยีช่วยจัดการสต็อกและตีราคาอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์จัดการสต็อกและระบบคลาวด์ ERP ที่ช่วยคำนวณต้นทุนสินค้าตามวิธีต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ลองใช้ Grid Doc ซึ่งเป็นโปรแกรมออกเอกสารธุรกิจที่เชื่อมต่อกับระบบบัญชีและสต็อกสินค้า ช่วยให้ SME สามารถติดตามต้นทุนสินค้าแบบเรียลไทม์ เลือกวิธีตีราคาที่เหมาะสม และลดข้อผิดพลาดในการคำนวณด้วยมือ นอกจากนี้ Grid Doc ยังมีฟังก์ชันการนับสต็อกและรายงานมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ช่วยให้การบริหารสต็อกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ

การจัดการสต็อกด้วยระบบดิจิทัลช่วยลดความผิดพลาดในการตีราคา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  1. วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบ FIFO เหมาะกับธุรกิจประเภทไหน? เหมาะกับธุรกิจที่สินค้ามีอายุสั้น เช่น อาหาร สินค้าแฟชั่น เพื่อให้สินค้าหมุนเวียนตามลำดับก่อนหลัง
  2. SME สามารถใช้วิธี LIFO ในประเทศไทยได้หรือไม่? มาตรฐานการบัญชีไทยไม่แนะนำให้ใช้ LIFO เนื่องจากไม่สอดคล้องกับ IFRS และอาจถูกปรับหากตรวจสอบ
  3. การเปลี่ยนวิธีตีราคาส่งผลต่อภาษีอย่างไร? การเปลี่ยนวิธีอาจทำให้ต้นทุนขายและกำไรเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อภาษีเงินได้ ต้องแจ้งกรมสรรพากรและเปิดเผยในงบการเงิน
  4. วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยคำนวณอย่างไร? นำรวมต้นทุนทั้งหมดของสินค้าคงเหลือหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด ได้ราคาต่อหน่วยเฉลี่ย
  5. ซอฟต์แวร์บัญชีช่วยคำนวณต้นทุนสินค้าตามวิธีต่างๆ ได้หรือไม่? ได้ เช่น ระบบ ERP หรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง Grid Doc ที่มีฟังก์ชันคำนวณต้นทุนสต็อกอัตโนมัติ

คำถามที่พบบ่อย

วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบ FIFO เหมาะกับธุรกิจประเภทไหน?

เหมาะกับธุรกิจที่สินค้ามีอายุสั้น เช่น อาหาร สินค้าแฟชั่น เพื่อให้สินค้าหมุนเวียนตามลำดับก่อนหลัง

SME สามารถใช้วิธี LIFO ในประเทศไทยได้หรือไม่?

มาตรฐานการบัญชีไทยไม่แนะนำให้ใช้ LIFO เนื่องจากไม่สอดคล้องกับ IFRS และอาจถูกปรับหากตรวจสอบ

การเปลี่ยนวิธีตีราคาส่งผลต่อภาษีอย่างไร?

การเปลี่ยนวิธีอาจทำให้ต้นทุนขายและกำไรเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อภาษีเงินได้ ต้องแจ้งกรมสรรพากรและเปิดเผยในงบการเงิน

วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยคำนวณอย่างไร?

นำรวมต้นทุนทั้งหมดของสินค้าคงเหลือหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด ได้ราคาต่อหน่วยเฉลี่ย

ซอฟต์แวร์บัญชีช่วยคำนวณต้นทุนสินค้าตามวิธีต่างๆ ได้หรือไม่?

ได้ เช่น ระบบ ERP หรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง Grid Doc ที่มีฟังก์ชันคำนวณต้นทุนสต็อกอัตโนมัติ